
สวัสดีครับ
ผมถูกขอให้มาเล่ามุมมองประสบการณ์เลี้ยงลูกชายและลูกสาว ซึ่งตอนนี้อยู่ในวัยที่กำลังสร้างชีวิตเป็นของตัวเองแล้ว
จึงอาจจะมีแง่มุมที่เป็นประโยชน์กับพ่อแม่รุ่นใหม่ๆ ได้ไม่มากก็น้อยครับ
ครั้งหนึ่งเมื่อตอนลูกชายของผมอยู่ ป.3
มีคุณพ่อที่ลูกเรียนร่วมห้องเดียวกัน ซึ่งเป็นผู้ร่วมเส้นทางการศึกษาวอลดอร์ฟด้วยกันมา
เขาเห็นลูกตัวเองมีความสุขกับโรงเรียนที่ไม่มีการบ้าน ไม่มีสอบแต่ยังอ่านหนังสือไม่ออก
เลยถามผมแบบแอบกังวลอยู่ว่า
“เห็นลูกมีความสุขกับการมาโรงเรียนทุกวันแต่ถามหน่อยว่าลูกชายแกเรียนไปอย่างนี้แล้วจะสอบเข้าเรียนที่จุฬาฯ ได้มั้ย”
ผมคิดอยู่พักหนึ่งเพราะเราทั้งคู่ก็เป็นรุ่นแรกไม่มีรุ่นพี่ให้เห็นเป็นตัวอย่างเลย ผมจึงตอบไปตามความเข้าใจว่า
“ไม่รู้เหมือนกันนะครับแต่เห็นเขาว่ากันว่าเด็กที่เรียนแบบนี้เขาจะรู้จักตัวเอง และเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้
ถ้าวันหนึ่งลูกชายของพี่จบ ม.6แล้วเขาอยากไปเรียนต่างประเทศ ในที่ที่เขาคิดว่าจะเติมฝันเขาได้มากกว่า
แต่พ่อเขารู้จักแค่จุฬาฯ จะทำยังไงครับ” ![]()
เราคุยกันแบบขำ ๆ ในวันนั้น และท้ายที่สุดเด็กคนนั้นเมื่อจบ ม.6 ก็ได้ไปเรียนต่อที่เนเธอร์แลนด์ ![]()

ในส่วนของผมเองผมเติบโตมากับคำถามในใจเสมอ ในสังคมที่ชื่นชมเด็กเรียนเก่ง สอบได้คะแนนดี
มีทักษะโดดเด่น ทำอาชีพที่คนยอมรับ แล้วตัวเราที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น…จะอยู่ตรงไหนของสังคม?
โชคดีที่คุณพ่อของผมไม่เคยกดดันผมในเรื่องนี้เลย ทั้งที่สังคมรอบข้างยังยึดค่านิยมเดิมอยู่
เมื่อผมมีครอบครัวของตัวเองผมจึงตั้งใจว่าผมจะไม่กดดันลูกด้วยความคาดหวังของผม
แต่จะตั้งเป้าหมายว่าจะเลี้ยงเขาอย่างไร ให้เติบโตอย่างอิสระที่สุด ![]()
ช่วงที่มีลูกคนแรก ผมกับภรรยาก็เป็นพ่อแม่มือใหม่ เราพยายามทุกอย่างเท่าที่คิดได้ เหมือนครอบครัวอื่น ๆ
แต่สิ่งหนึ่งที่เราตั้งใจคือ “เราจะไม่เลี้ยงลูกตามกระแส”
เราคุยกันจริงจัง ตัดสินใจร่วมกันในหลายเรื่อง เราแบ่งบทบาทกันชัดเจน
ผมเป็นคนหลักในการเลี้ยงดู ภรรยาเป็นผู้สนับสนุน มันลงตัวตามความถนัดของเรา


ผมอยากแนะนำพ่อแม่มือใหม่ว่า การคุยกันให้ชัดสำคัญมาก เพื่อให้ลูกเติบโตในทิศทางเดียวกัน ![]()
เราผ่านพัฒนาการของลูกมาด้วยกันตั้งแต่นอนคว่ำ คลาน เดิน จนวิ่งเล่น เราเฝ้าดูทุกช่วงด้วยความภูมิใจ
จนถึงวัยเข้าโรงเรียนเราตัดสินใจเลือก “การศึกษาทางเลือก” และได้มารู้จัก “วอลดอร์ฟ” ![]()
ซึ่งในตอนนั้นแทบไม่มีใครรู้จักเลย เราต้องใช้เวลาเรียนรู้ ทำความเข้าใจอยู่นาน กว่าจะ “เห็นภาพ”
และ “สัมผัสผลลัพธ์” ได้จริง



เพราะในฐานะพ่อแม่เราก็มีความรู้สึก และบางครั้งเราก็เผลอใส่ “ความคาดหวัง” ลงไปในตัวลูก
แม้มันจะมาจากความหวังดีแต่มันก็ส่งผลกับลูกเสมอคำว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” อาจฟังดูน่าภูมิใจ
ลูกเก่งเหมือนพ่อแม่ ทำอาชีพเหมือนพ่อแม่
แต่บางที…ลูกอาจมีเส้นทางของตัวเองที่เขาจะไปได้ไกลกว่าและมีความสุขกว่าในแบบที่ “ไม่เหมือนเรา”
แล้วแบบนั้น…มันจะไม่ดีกว่าหรือครับ? ![]()
วันนี้ลูกชายผมอายุ 30 ลูกสาวอายุ 26
เมื่อมองย้อนกลับไปnผมเห็นชัดเลยว่า “ความคาดหวัง” กับ “เป้าหมายในการเลี้ยงลูก” มันต่างกันอย่างสิ้นเชิง
จากประสบการณ์ทั้งหมด ผมมองว่าการเติบโตของลูก มี 3 ช่วงสำคัญของชีวิต
ช่วงที่ 1 : Dependent
ลูกยังเปราะบางทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องพึ่งพาพ่อแม่ในทุกด้านนี่คือช่วงของการ “วางรากฐาน”
ทั้งร่างกายและจริยธรรม พ่อแม่มีบทบาทสูงมาก เราสามารถสร้าง ทั้ง “ภูมิคุ้มกัน” และ “บาดแผล” ให้ลูกได้ในช่วงนี้
สิ่งสำคัญคือ การ “สังเกตลูกอย่างมีคุณภาพ” ไม่ใช่สังเกตด้วยความกลัว หรือความกังวลของเรา
แต่สังเกตจาก “สิ่งที่เป็นจริง” ถ้าทำได้เราจะรู้ว่าควรอยู่กับลูกอย่างไรในแต่ละช่วงวัย ![]()
ช่วงที่ 2 : Independent
ลูกเริ่มรู้จักโลก และรู้จักตัวเอง มีประสบการณ์ มีทักษะ มีภูมิคุ้มกัน สามารถปรับตัวได้
และเริ่มเลือกเส้นทางชีวิตของตัวเองได้อย่างมั่นคง
ช่วงที่ 3 : Interdependent
ลูกเริ่มเชื่อมโยงตัวเองกับโลก รู้จักผู้คน รู้จักสังคม และเริ่มมีความรับผิดชอบต่อสิ่งรอบตัว
เขาจะอยาก “ให้” อยากแบ่งปันในแบบของเขาเอง ถ้าพ่อแม่ได้อยู่กับลูกทั้งสามช่วงนี้อย่างมีคุณภาพ
เราจะได้เห็น มนุษย์คนหนึ่งที่รู้จักตัวเองและรู้จักโลก เป็นคนที่เลือกจะอยู่ เลือกจะเป็น ด้วยความสุขของเขาเอง ![]()
และบางที…
ลูกอาจไปได้ไกลกว่าความคาดหวังของพ่อแม่เสียอีก ได้เป็น “ลูกไม้ที่หล่นไกลต้น” อย่างอิสระและมีคุณภาพ ![]()
มุมมองและความคาดหวังของเราแม้จะมาจากความหวังดีแต่อาจกลายเป็นข้อจำกัดต่อการมองโลกของลูก
จนเขาไม่สามารถตระหนักถึงตัวตนของตัวเองได้



ลองสร้างพื้นที่ของความเชื่อใจให้ลูกดูนะครับให้เขาได้ลองผิด ได้ลุกขึ้นใหม่ ในแบบของเขาเอง
เพราะบางที…คำว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” อาจไม่ใช่สิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นกับลูกของเราก็ได้ ![]()
บางครั้ง…
สิ่งที่ยากที่สุดของการเป็นพ่อแม่ อาจไม่ใช่การ “พยายามทำให้ดีที่สุด”
แต่คือการ “ยอมถอยออกมาพอ” เพื่อให้ลูกได้เติบโต ในแบบของเขาจริง

บทความโดย “พ่อต้น”
คุณพ่อของลูกสองคนในเส้นทางวอลดอร์ฟ
ถ้าชอบคอนเท้นต์นี้ฝากกดติดตามพวกเราเพื่อที่จะได้ไม่พลาดเรื่องราวดี ๆ นะคะ
—
![]()
เพราะถนนสายพ่อแม่ สนุกกว่าเยอะ… เมื่อมีเพื่อนร่วมทาง!
Wonder Life by ‘I’ Learning.